5 วิธีรับมือลูกน้อยป่วย พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูก


สำหรับคุณแม่แล้วหากเป็นไปได้คงไม่มีใครอยากให้ลูกของเราป่วย อยากที่จะให้เขาเติบโตแข็งแรงและสุขภาพดี คุณแม่จึงต้องคอยสังเกตอาการต่างๆ ของลูกอยู่ตลอดเพื่อดูว่าลูกมีอาการอะไรที่ผิดแปลกไปหรือไม่ แต่เนื่องจากเด็กยังไม่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่แข็งแรงนัก เมื่ออากาศมีการเปลี่ยนแปลงหรือได้รับเชื้อโรคมาจากแหล่งต่างๆ ก็อาจจะทำให้ลูกน้อยของคุณเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายได้ วันนี้ DG    มีวิธีการรับมือเพื่อให้ลูกของคุณแม่หายจากอาการป่วยได้ไวขึ้นมาฝากกันค่ะ

1.เวลามีไข้

     เมื่อลูกเริ่มมีไข้ ต้องทำร่างกายให้อบอุ่น และเมื่อไข้ขึ้นจนสุด ซึ่งจะมีอาการหน้าแดง และมีเหงื่ออกมาก ควรให้เด็กสวมเสื้อผ้าบางลงเพื่อให้ลูกรู้สึกเย็น สบาย เนื่องจากเมื่อมีไข้ ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไปกับเหงื่อ จนอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ จึงควรให้ลูกน้อยดื่มน้ำบ่อยๆ ในกรณีที่เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน สามารถให้ดื่มนมแม่หรือนมผงก็เพียงพอแล้ว เพราะเด็กเล็กๆนั้นยังไม่ควรดื่มน้ำ และที่สำคัญต้องให้ลูกน้อยได้พักผ่อนเงียบๆ อย่างเต็มที่

2. เวลาท้องเสีย อาเจียน

1. รับมือกับการท้องเสีย : เมื่อลูกน้อยท้องเสีย ควรดูแลทำความความสะอาดก้นทุกครั้งที่ลูกถ่ายอุจาระหรืออาเจียน อุจจาระจากท้องเสียทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย จึงต้องรีบเปลี่ยนผ้าอ้อมทันที ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดก้น หรือใช้น้ำฝักบัวล้างก้นให้สะอาด ระหว่างที่ยังมีอาการ ควรให้รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย

2. รับมือกับการขาดน้ำ : เรื่องที่น่ากังวลที่สุดเมื่อลูกน้อยท้องเสียหรืออาเจียนคือภาวะขาดน้ำ ซึ่งเกิดจากการสูญเสียน้ำในร่างกายไปมาก จึงต้องให้เด็กดื่มน้ำบ่อยกว่าปกติ กรณีที่เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนสามารถให้นมแม่ หรือนมผงชงที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย โดยให้ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง

กรณีที่ต้องไปพบแพทย์ : หากปัสสาวะน้อยหรือปัสสาวะไม่ออกและมีอาการอ่อนเพลีย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที หากยังมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียอยู่อย่างต่อเนื่อง ควรพาไปพบแพทย์ซ้ำ

3. เวลาไอหรือหายใจหอบ

     อาการไอหรือหายใจติดขัด เป็นสิ่งที่ต้องระวังมากในเด็กเล็ก หากอาการไม่รุนแรง ให้นอนพักรักษาตัวที่บ้าน ดื่มน้ำบ่อยๆ อาการไอจะดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ นอกจากนี้การดูแลเรื่องระบายอากาศและระดับความชื้นในห้องให้ดี จะช่วยบรรเทาอาการไอหรือหายใจหอบของลูกน้อยเบาลงได้ ควรรักษาความชื้นที 50-60% เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่อ่อนโยนต่อลำคอลูก เปิดหน้าต่างบ้างเพื่อให้อากาศถ่ายเท หากเด็กไอหรือหายใจติดขัดจากอาการไอเวลานอน ควรใช้ผ้าขนหนูหนุนไว้ใต้ที่นอน จัดท่านอนให้ลูกนอนให้ร่างกายท่อนบนสูงขึ้นเล็กน้อยจะช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น หรืออุ้มลูกน้อยแล้วตบหลังเบาๆ จะช่วยให้เสมหะหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น

กรณีที่ต้องไปพบแพทย์ : หากลูกน้อยไอหรือหายใจหอบจนนอนไม่ได้ ไอจนติดขัดรุนแรงเป็นเวลานาน หรือมีไข้ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที


4. เวลามีน้ำมูกมาก

     คอยเช็ดจมูกบ่อยๆ ไม่ปล่อยให้น้ำมูกไหลอยู่ตลอดเวลา รวมถึงสังเกตสี ลักษณะ และกลิ่นของน้ำมูก ถ้าน้ำมูกเหนียวข้น มีสีเขียว แสดงถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำลังทำงานต่อต้านเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียภายในโพรงจมูกหรือโพรงไซนัสอักเสบ ควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์ เมื่อน้ำมูกไหลมากจนต้องเช็ดบ่อยๆ อาจทำให้ผิวใต้จมูกของลูกถลอกจนแดงได้ คุณแม่ต้องคอยดูแลผิวใต้จมูกไม่ให้เกิดบาดแผล ควรทาวาสลีนหรือครีมบำรุงเพื่อปกป้องผิวไว้ และอย่าแคะขี้มูกเกินความจำเป็น แค่ใช้ก้านสำลีเช็ดบริเวณปากรูจมูกก็พอ

 

5. เวลาท้องผูก

     เมื่อลูกท้องผูก มักเกี่ยวกับอาหารการกิน คุณแม่ควรปรับการกินของลูก ให้รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและดื่มน้ำให้มาก รวมถึงดื่มนมที่มีพรีไบโอติก สารอาหารจากธรรมชาติ ดีต่อการขับถ่ายของลูก ช่วยทำให้อุจจาระมีลักษณะอ่อนนุ่มขึ้น เพิ่มจำนวนครั้งของการขับถ่ายหรือส่งเสริมให้มีการขับถ่ายดีขึ้น และยังช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกัน ลดอาการท้องผูก ปวดท้องของลูกน้อย

1. 0-6 เดือน : เด็กวัยนี้ยังไม่สามารถทานอาหารหรือน้ำได้ ควรให้ดื่มแค่นมแม่หรือนมผงชง อาจเสริมด้วยการนวดท้อง เพื่อกระตุ้นการขับถ่าย

2. 6-1 ปี : เด็กวัยนี้ควรให้รับประทานผักที่นิ่มและบดละเอียด หรือซุปผัก ควบคู่ไปกับนมแม่หรือนมผง

3. 1 ปีขึ้นไป : เด็กวัยนี้สามารถทานอาหารได้หลากหลายเหมือนผู้ใหญ่ แต่ต้องปรุงให้น้อย เช่น ผัดผักน้ำมันหอย และเน้นผลไม้เพื่อกระตุ้นการขับถ่าย ควบคู่ไปกับการดื่มนม


ภูมิคุ้มกันดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

            จะดีกว่าไหม ถ้าลูกน้อยของเรามีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง สุขภาพดี ไม่ป่วยง่าย ป้องกันให้ลูกไม่ป่วยตั้งแต่ต้น ดีกว่ามาหาวิธีรับมือเมื่อลูกป่วยนะคะ การมีภาวะโภชนาการที่ดี ได้รับสารอาหารจากธรรมชาติครบถ้วน รวมทั้งดื่มน้ำสะอาดที่เพียงพอและสมดุลอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรค สารพิษและสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เด็กควรได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงดื่มนมที่มีสารอาหารธรรมชาติ จากระบบการสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ อย่างนมแพะ DG ที่มีสารอาหารจากธรรมชาติ คล้ายนมแม่ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ลูกน้อยเจริญเติบโตสมวัย สุขภาพแข็งแรง พัฒนาการไม่สะดุด จบทุกปัญหาอาการป่วย